“โหร ส.ว.” ทำนายดวงนายกฯ เป็นอริกับดวงเมือง แถมยังตกเรือนมรณะ ไปไม่รอด ต้องหลุดพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่ยุบสภาก็ลาออก ยันรับไม่ได้ ตร.เลวทรามใช้ความรุนแรงทำร้ายประชาชนที่ไม่มีอาวุธ เรียกร้องรัฐบาลลาออก-ยุบสภา
วันนี้ (9 ต.ค.) นายบุญเลิศ ไพรินทร์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา จ.ฉะเชิงเทรา หรือฉายาโหร ส.ว.กล่าวว่า จากที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้านการบริหาร ราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง จนมีเหตุการณ์สลายการชุมนุมของหน่วยปราบจลาจล ทำให้มีคนตายและบาดเจ็บนั้น เมื่อวิเคราะห์จากเหตุการณ์บ้านเมืองประกอบดวงโลกและดวงเมืองในขณะนี้ ดาวอาทิตย์เป็นอริกับดวงเมือง กล่าวคือตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคมเป็นต้นไป จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน ดาวอาทิตย์หรือดาวผู้นำจะเสื่อมคุณภาพอย่างยิ่ง จะไปไม่รอด จะหลุดพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่ยุบสภาก็ลาออก
ขณะที่ช่วงตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน - 15 ธันวาคมนั้น ดวงผู้นำหรือนายกรัฐมนตรีก็ยังตกเรือนมรณะ ถ้ายังไม่ไปก็ต้องตกต่ำไปไม่รอด คือตลอดตั้งแต่ระยะตั้งแต่เดือนกันยายน-ธันวาคม ไม่เดือนใดก็เดือนหนึ่งต้องหลุดพ้นจากตำแหน่งผู้นำนายกรัฐมนตรี ซึ่งสิ่งดังกล่าวนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ แม้จะเป็นคนที่พูดดีก็ตาม แต่จะต้องเป็นต้องคนทำความดี คิดดีจึงจะไปรอด
นอกจากนี้ นายบุญเลิศยังกล่าวถึงสถานการณ์ตำรวจสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนั้น เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ถือเป็นเรื่องที่เลวทรามมาก ใช้ไม่ได้ เพราะการชุมนุมดังกล่าวนั้นเป็นไปโดยเปิดเผย ไม่มีอาวุธ จึงไม่ควรใช้วิธีรุนแรงเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม สำหรับทางออกสุดท้ายรัฐบาลต้องลาออกหรือยุบสภาไป ถึงเวลานี้ต้องปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ให้นายกรัฐมนตรีลาออก ให้ตั้ง ส.ส.คนที่เป็นกลางให้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่
ที่มา : ผู้จัดการ
คำค้นข่าว: ดวงนายก, นายก, นายกดวงมรณะ, พันธมิตร, โหร
“แชมเปญ” ร่ำไห้ ขึ้นเวทีพันธมิตร จวกตำรวจทำร้ายปชช. ลั่นไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานจะได้มาทำกันแบบนี้
คำค้นข่าว: ตำรวจ, พันธมิตร, แชมเปญ
ชูวิทย์ : ลูกสาวชูวิทย์ น่ารักมาก
คำค้นข่าว: ชูวิทย์, ชูวิทย์ กมลวิสิท, ชูวิทย์ต่อยวิศาล, น้องต๊ะ, ลูกสาวชูวิทย์
“เฮียชู” ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เจ้าของนโยบาย “เปลี่ยนกรุงเทพฯ” ตบะแตก หลังให้สัมภาษณ์ผู้ดำเนินรายการข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ทางช่อง 3 ชก “วิศาล ดิลกวณิช” คว่ำข้าวเม่า ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล
วันนี้ (2 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ เมื่อนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก่อเหตุชกต่อยนายวิศาล ดิลกวณิช ผู้ดำเนินรายการข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ จนล้มคว่ำลง ภายหลังเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์ออกรายการโทรทัศน์ โดยล่าสุดนายวิศาลได้เข้ารับการรักษาบาดแผล รวมทั้งตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลสมิติเวชแล้ว จากนั้นจะเดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ต่อไป
ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบว่าเกิดจากเรื่องใด แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากความไม่พอใจในคำถามของนายวิศาลก็เป็นได้
ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อทางโทรศัพท์ไปยังนายชูวิทย์ ปรากฏว่าโทร.ติด แต่นายชูวิทย์กดสายทิ้งทันที และขณะนี้ไม่ทราบว่านายชูวิทย์อยู่ที่ใด
ส่วนรายละเอียดและความคืบหน้าจะนำมาเสนอให้ทราบต่อไป
ที่มา : http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000116845
คำค้นข่าว: ชูวิทย์, ชูวิทย์ กมลวิสิท, ผู้ว่ากทม
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุก” สมัคร-ดุสิต” 2ปีไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นอดีตรองผู้ว่ากทม.ล่าสุดประกันตัวคนละ2แสน ยื่นฎีกาภายใน30วัน โจทก์ระบุมีเสนอ300ล้านถอนฟ้อง
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เวลา 09.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่ นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่า กทม. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และนายดุสิต ศิริวรรณ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ขณะที่ทั้ง 2 เป็นผู้ดำเนินรายการ “เช้าวันนี้ที่ช่อง5″ และรายการ “สมัคร-ดุสิตคิดตามวัน” ทางโมเดิร์นไนท์ทีวีเมื่อ พ.ศ.2549 เป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา กรณีระหว่างวันที่ 12 และ 19 มกราคม พ.ศ.2549 ได้กล่าวพาดพิงว่า มีผู้บริหาร กทม.ได้รับเงินจากผู้รับเหมา ในโครงการประมูลของ กทม. 10 โครงการ และนำเงินไปซื้อ บีเอ็ม ซีรี่ 7 ป้ายแดง
ศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบในศาลชั้นต้นรับฟังได้ว่าจำเลยทั้ง 2 ได้กล่าวถึงการทุจริต โครงการก่อสร้างถนนลอดอุโมงค์ของ กทม. 10 โครงการ ว่ามีการล็อบสเปค จากผุ้รับเหมา โดยได้มีการกล่าวพาดพิงถึงโจทก์ โดยใช้คำว่าผู้บริหาร กทม.เป็นการอำพราง
ซึ่งเป็นบทสนทนาของจำเลยทั้ง 2 กล่าวพาดพิงโจทก์ ได้มีการกล่าวซ้ำในรายการ ทั้ง 2 รายการ ในวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2549 วันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2549 และวันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2549
ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าการกล่าวในรายการเป็นการได้รับข้อมูลมาจากเจ้าหน้าที่ กทม. ซึ่งเป็นการกล่าวไปตามข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ และบทความในบทสนทนา ไม่มีส่วนใดที่ระบุชื่อโจทก์ ขณะที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า การกล่าวในรายการจำเลยที่ 1 และ 2 ต่างคนต่างมีข้อมูล ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ข้อมูลมาจากช่อง 5 และช่อง 9 โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบข้อมูล เพียงแต่จำเลยที่ 2 นำข้อมูลดังกล่าวมาถ่ายถอดเพื่อให้ผู้ชมได้ร่วมกันตรวจสอบต่อไป
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า แม้นจำเลยทั้ง 2 จะไม่ได้ระบุ ชื่อผู้ทุจริตในโครงการที่ได้มีการกล่าวตรวจสอบอย่างชัดเจน แต่ เมื่อได้อ่านข้อความทั้งหมดจะทราบว่าหมายถึงโจทก์ ซึ่งเป็นผู้บริหาร กทม.ที่รับผิดชอบงานด้านโยธาของ กทม.และเป็นผู้รับผิดชอบโครงการดังกล่าว
และขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเป็นพยานจำเลยทั้ง 2 ได้เบิกความรับ ว่า ในการตรวจสอบการทุจริต ไม่มีการตรวจสอบ กรณีที่โจทก์โดยภรรยาโจทก์ซื้อรถบีเอ็มซีรี่ 7 แต่อย่างใด เนื่องจากไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการทุจริตในโครงการ แต่เป็นการใช้เงินซื้อตามฐานะของตนเอง ศาลจึงเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้ง 2 เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์
ส่วนที่จำเลยทั้ง 2 อุทธรณ์ ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น โดยอ้างถึง อดีตที่เคยประกอบคุณงามความดี และดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี สส. สว. และผู้ว่า กทม. แต่ศาลเห็นว่า เมื่อจำเลยทั้ง 2 เคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง และอ้างการตรวจสอบตามวิสัยสื่อมวลชนย่อมจะต้องทำการตรวจสอบข้อมูลใดใดเสีย ก่อน แต่การกระทำของจำเลยทั้ง 2 เป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดวิสัย ของสื่อมวลชนที่ดี และจำเลยที่ 1 ก็ได้เคยถูกศาลพิพาษาคดีหมิ่นประมาท และคดีถึงที่สุดมาแล้ว 3 คดี แต่ก็ยังกระทำความผิดซ้ำหลายครั้ง จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลยทั้ง 2 คนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา
โดยระหว่างคำพิพากษา นายสมัคร มีสีหน้าคิ้วขมวดไม่ยิ้ม ต่างจากก่อนที่ศาลอ่านคำพิพากษา ซึ่งระหว่างนั่งรอบริเวณคอกทนายจำเลย นายสมัคร และนายดุสิต ยังมีการพูดคุยสนทนากัน ซึ่งหลังคำพิพากษานายสมัคร และนายดุสิต เตรียมยื่นประกันตัว และยื่นฎีกาต่อไป
ล่าสุด ศาลอนุญาตให้ประกันตัววงเงินคนละ 2 แสนบาท และมีสิทธิ์ยื่นฎีกาภายใน 30 วัน
“สามารถ”เผยมีเสนอ300ล้านให้ยอมความถอนฟ้อง
นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ กล่าวว่าขอบคุณศาล และประชาชนทั่วไปยังมีศาลเป็นที่พึ่ง ทุกคนในครอบครัวดีใจที่ศาลตัดสินเช่นนี้
ซึ่งที่ผ่านมา มีคนขอให้ไกล่เกลี่ยยอมความเสนอเรื่องเงิน 300 ล้านบาท ขอยอมความ ซึ่งตนก็บอกว่าไม่ขอเจรจา ตนต้องการยืนหยัดสู้ความจริง และให้คดีของตนเป็นบทเรียนให้คนที่พูดจาไม่เป็นความจริง และนายสมัคร ก็ไม่เคยเข้ามาขอโทษ และตนไม่ยอมความ
“ผมไม่ได้โกรธแค้นอะไร แต่ผมต้องการใช้สิทธิของผมเท่านั้น เพราะเป็นความเสียหายรุนแรงมาก กระทบทั้งคนในครอบครัวของผม” อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. กล่าว
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ